ข่าวสาร

Nissan ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านประสบการณ์ Fire TV ที่สมจริง

เมื่อพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์เปลี่ยนจากการรับรู้แบรนด์ไปสู่การค้นหาและสำรวจข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น Nissan จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการสร้างประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งและเลือกสรรรถยนต์ได้ตามความต้องการ ก่อนตัดสินใจไปยังโชว์รูมของผู้แทนจำหน่าย แบรนด์ยานยนต์รายนี้ต้องการพลิกโฉมวิธีที่ลูกค้าค้นพบและมีปฏิสัมพันธ์กับรถยนต์ ด้วยการใช้ Fire TV เพื่อเปลี่ยนหน้าจอที่ใหญ่ที่สุดในบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ประสบการณ์แบบสมจริงสำหรับการสำรวจรถยนต์

ตลอดระยะเวลากว่าสองปี Nissan ได้ร่วมมือกับเอเจนซีออกแบบดิจิทัล Critical Mass และ Amazon Ads Brand Innovation Lab ทีมครีเอทีฟของ Amazon Ads ที่มุ่งพัฒนาประสบการณ์โฆษณารูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก เพื่อพลิกบทบาทของ Fire TV ให้กลายเป็นส่วนสำคัญในเส้นทางของลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ แทนที่จะใช้ทีวีแบบเชื่อมต่อเพื่อสร้างการรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่ Nissan มุ่งสร้างประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถค้นพบและปรับแต่งรถยนต์ได้ พร้อมเชื่อมต่อไปสู่การดำเนินการบน Nissan.com ได้อย่างราบรื่น Fire TV เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกวัน ตั้งแต่วินาทีที่เปิดทีวีและตัดสินใจว่าจะรับชมอะไร ช่วยดึงความสนใจก่อนที่ผู้ชมจะเริ่มสตรีมคอนเทนต์ ด้วยผู้บริโภคถึง 54% ที่ใช้เวลามากกว่า 6 นาทีในการเลือกดูคอนเทนต์1 สิ่งนี้จึงเปิดโอกาสให้ Nissan เข้าถึงลูกค้าได้ในช่วงเวลาที่พวกเขาใช้เวลาอยู่ตรงนั้นแล้วอย่างเป็นธรรมชาติ

โฆษณา Nissan ที่แสดงในหน้าแรกของ Fire TV

โฆษณา Nissan ที่แสดงในหน้าแรกของ Fire TV

ความท้าทายคือการเชื่อมโยงแรงบันดาลใจกับการลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง พร้อมคงไว้ซึ่งคุณภาพระดับภาพยนตร์ที่ผู้ชมคาดหวังจากหน้าจอขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงประสบการณ์ที่ขาดความต่อเนื่อง ซึ่งลูกค้าเห็นโฆษณาแล้วต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งบนเว็บไซต์ Nissan จึงต้องการใช้ประสบการณ์โฆษณาแบบโต้ตอบที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อเก็บรักษาความต้องการและการตั้งค่าของลูกค้าไว้ตลอดทุกจุดที่ลูกค้าเจอสินค้า สร้างเส้นทางที่เชื่อมโยงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การสำรวจรถยนต์ในห้องนั่งเล่น ไปจนถึงการเยี่ยมชมโชว์รูมของผู้แทนจำหน่าย

นวัตกรรมเชิงก้าวหน้าผ่านแคมเปญทั้งสาม

การพัฒนา Fire TV ของ Nissan ค่อยๆ ต่อเนื่องผ่านแคมเปญนวัตกรรมทั้งสาม โดยแต่ละแคมเปญนำข้อมูลเชิงลึกจากเฟสก่อนหน้ามาต่อยอดและยกระดับประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นกับ Nissan Kicks โดยเป็นการทดสอบศักยภาพด้านการโต้ตอบของ Fire TV ผ่านทัวร์รถยนต์ที่เปิดให้ผู้ชมสำรวจคุณสมบัติต่างๆ อย่างละเอียด ปรับแต่งสีรถได้ด้วยรีโมตคอนโทรล และสแกนรหัส QR เพื่อไปต่อบนเว็บไซต์ของ Nissan การทดลองระยะแรกนี้ช่วยตอกย้ำศักยภาพของ Fire TV ที่ก้าวไปไกลกว่าการโฆษณาวิดีโอแบบดั้งเดิม

เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ Nissan จึงเดินหน้าต่อยอดแนวคิดนี้ไปอีกขั้นกับ Armada SUV ประสบการณ์ที่ท้าทายนี้นำเสนอทัวร์แบบโต้ตอบในสไตล์ภาพยนตร์ ที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากร 3D จาก Unreal Engine ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในวิดีโอเกมและภาพยนตร์สมัยใหม่ การปรับแต่งสีแบบไดนามิกแสดงผลการเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์ขณะรถขับผ่านภูมิประเทศที่หลากหลาย ขณะที่การโต้ตอบที่ยกระดับขึ้นช่วยให้ผู้ชมสามารถสำรวจคุณสมบัติต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้เพียงรีโมตของ Fire TV เท่านั้น แคมเปญนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทางเทคนิคอย่างใกล้ชิดระหว่าง Amazon Ads และ Critical Mass เพื่อปรับแต่งทรัพยากร 3D คุณภาพสูงให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ Fire TV พร้อมคงประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลและราบรื่น

หน้าแรกแบบโต้ตอบที่กำหนดเองบน FireTVA

หน้าแรกแบบโต้ตอบที่กำหนดเองบน Fire TV

ทัวร์ยานพาหนะแบบโต้ตอบบนหน้าแรกของ FireTV ที่กำหนดเอง

ทัวร์ยานพาหนะแบบโต้ตอบบนหน้าแรกขก Fire TV แบบกำหนดเอง

ตามที่ Steve Savic รองประธานบริหารและผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟของ Critical Mass กล่าวไว้ว่า “Fire TV ทำให้เราสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มากกว่าหน่วยโฆษณาแบนเนอร์ทั่วไป แต่มันคือประสบการณ์แบบโต้ตอบได้และเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์ ที่จะพาผู้ชมเข้าไปอยู่ท่ามกลางการผจญภัยแบบออฟโรด ราวกับหยุดเวลาไว้ ณ ช่วงเวลานั้น” ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์นี้ยังเปิดโอกาสให้คุณเป็นผู้ควบคุมการเดินเรื่องด้วยตัวเอง ผ่านทัวร์รถยนต์แบบเต็มรูปแบบ ที่ช่วยให้คุณสามารถสำรวจดีไซน์ภายนอก เจาะลึกรายละเอียดภายใน และสัมผัสด้วยตัวเองว่าทำไมคำว่า “พร้อมลุยและครบครัน” จึงเป็นหัวใจสำคัญของ Armada PRO-4X”

ลูกค้า Amazon ที่ได้รับชมแคมเปญ Armada บน Fire TV แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านการพิจารณาซื้อและความตั้งใจในการซื้อ เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของ Kantar รวมถึงการยกระดับภาพลักษณ์ของ Nissan ในฐานะแบรนด์ที่มีนวัตกรรม การมีส่วนร่วมที่โดดเด่นกับเครื่องมือปรับสีแบบไดนามิกสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าต้องการประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบโต้ตอบได้และการเล่าเรื่องผ่านภาพ ในช่วงการค้นหาและสำรวจข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ

การเปิดตัว Nissan Rogue ปี 2026 ถือเป็นการประยุกต์ใช้ที่ล้ำหน้าที่สุดของแนวคิดนี้จนถึงปัจจุบัน แคมเปญ “Put Rogue to the Test” นำสารการตลาดในภาพรวมของ Nissan มาสู่ Fire TV ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเน้นย้ำถึงคุณภาพ ความไว้วางใจได้ และความเชื่อถือได้ ประสบการณ์นี้เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสำรวจมุมมอง 360 องศาแบบสมจริงในทุกสีที่มีให้เลือก มีส่วนร่วมกับแอนิเมชันในธีมการทดสอบที่วนแสดงซ้ำ เพื่อเน้นสมรรถนะในสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศที่หลากหลาย และปรับแต่งรูปแบบรถยนต์ในแบบที่ต้องการได้โดยตรงบนหน้าจอทีวี

“การมีเครื่องมือปรับสีที่มีความไดนามิกสูงและสามารถดูการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีแบบเรียลไทม์ ถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างมาก และสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดคือการได้รู้ว่าผู้ชมสามารถคลิกเพื่อไปต่อได้โดยตรง ซึ่งดีกว่าการใช้รหัส QR มาก” Tim Bosch ผู้อำนวยการบริหารของ OMD USA เอเจนซีด้านสื่อของ Nissan อธิบายไว้ “สิ่งนี้ช่วยย่นระยะทางในการเข้าถึงเว็บไซต์ของเรา เปลี่ยน connected TV จากเครื่องมือสร้างการรับรู้ในช่วงบนของ Funnel ไปสู่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพตลอดทั้ง Funnel”

หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือคุณสมบัติ “Send Me This Build” ที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถปรับแต่ง Nissan Rogue ในแบบที่ต้องการบนหน้าจอ จากนั้นส่งรูปแบบที่ตั้งค่านี้ไปยังอีเมลของตนเองหรือไปยัง Nissan.com ได้โดยตรง และสามารถไปต่อในเส้นทางการตัดสินใจออนไลน์โดยที่การตั้งค่าต่าง ๆ ถูกโหลดไว้เรียบร้อยแล้ว ความสามารถนี้ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ที่เคยแยกขาดจากกันให้กลายเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่อง โดยสามารถเก็บรักษาความต้องการและการตั้งค่าของลูกค้าไว้ได้ตลอดทุกจุดที่ลูกค้าเจอสินค้า

“การทำให้เส้นทางสำหรับซื้อง่ายและราบรื่นขึ้น ด้วยการผสานการโฆษณา ความบันเทิง และการโต้ตอบเข้าด้วยกัน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำจริง และพลิกโฉตอนาคตของการค้นพบสินค้าของ Nissan” Savic กล่าว “แคมเปญนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเล่าเรื่องแบบการโต้ตอบของ Nissan และทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำหรับการเปิดตัวสินค้าในอนาคต ด้วยการถ่ายโอนข้อมูลอย่างไร้รอยต่อจากสื่อไปยังเว็บไซต์ จึงช่วยนิยามใหม่ว่าผู้ใช้งานจะเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้อย่างไร”

การกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการมีส่วนร่วมแบบโต้ตอบ

Fire TV Vehicle Showcase ได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับการโฆษณาในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในด้านการมีส่วนร่วม การปรับแต่ง และการกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ ด้วยการที่ Rogue ก้าวไปอีกขั้นกับประสบการณ์ หน้าแรกบน Fire TV ที่ออกแบบเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นของ Nissan ในการช่วยพาลูกค้าเคลื่อนลงไปตาม Funnel จากการรับรู้ไปสู่การพิจารณาซื้อ โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคใช้เครื่องมือ “Send Me This Build” ที่เชื่อมต่อไปยังหน้ารายละเอียดรถยนต์ของ Nissan ซึ่งพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมต่อได้ผ่านการค้นหาสต็อกรถยนต์และเครื่องมือค้นหาผู้แทนจำหน่ายบนเว็บไซต์ของผู้โฆษณายานยนต์

“ด้วยแคมเปญ Rogue เรากำลังมอบประสบการณ์แบบสมจริงบน Fire TV ที่เชื่อมต่อโดยตรงไปยังรูปแบบรถยนต์ที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง” Kate McCagg หัวหน้าฝ่าย Amazon Ads Brand Innovation Lab ระดับโลกอธิบาย “นี่คือการปรับแต่งประสบการณ์ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล โดยเชื่อมโยงการสำรวจเข้ากับขั้นตอนถัดไปในโลกแห่งความเป็นจริง”

ความร่วมมือระหว่าง Nissan, Critical Mass และ Amazon Ads Brand Innovation Lab เป็นปัจจัยสำคัญที่พิสูจน์แล้วว่ามีส่วนอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ Brand Innovation Lab ทำงานร่วมกับทีมของ Nissan อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในการปรับแต่งทรัพยากร 3D ให้เหมาะสมกับ Fire TV ทดสอบและปรับปรุงองค์ประกอบแบบการโต้ตอบให้ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านรีโมตคอนโทรล และสร้างการเชื่อมต่อที่ราบรื่นระหว่างแอป Fire TV กับ Nissan.com

“ข้อเสนอแนะทั้งหมดที่เราได้รับจากตัวแทนจำหน่ายและทีมระดับภูมิภาคยืนยันตรงกันว่าพวกเขาชื่นชอบพื้นที่สร้างสรรค์นี้มาก” Bosch กล่าวเพิ่มเติม “พื้นที่สร้างสรรค์จริงช่วยให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายบนหน้าจอขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับเครื่องมือการช้อปปิ้งทั่วไป ประสบการณ์ตัวกำหนดสเปกรถยนต์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกแบรนด์ยานยนต์ แต่การสร้างบนมือถือหรือเดสก์ท็อปไม่สามารถถ่ายทอดความสวยงามและอารมณ์แบบภาพยนตร์ได้เทียบเท่ากับการรับชมบนหน้าจอขนาดใหญ่ในห้องนั่งเล่น”

โดยรวมแล้ว แคมเปญเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สตรีมมิ่งทีวี สามารถพัฒนาจากการรับชมแบบไม่โต้ตอบไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง พร้อมพลิกบทบาทของ Fire TV ให้เป็นช่องทางเชิงประสบการณ์ที่สมจริง สำหรับการสำรวจและการออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์แต่ละบุคคล

ที่มา

1 Accenture, เมษายน 2024